Spread bets and CFDs are complex instruments and come with a high risk of losing money rapidly due to leverage. 68% of retail investor accounts lose money when spread betting and/or trading CFDs with this provider.
You should consider whether you understand how spread bets and CFDs work and whether you can afford to take the high risk of losing your money.

CFDs are complex instruments and come with a high risk of losing money rapidly due to leverage. 68% of retail investor accounts lose money when trading CFDs with this provider.
You should consider whether you understand how CFDs work and whether you can afford to take the high risk of losing your money.

ข้อมูลชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การทำความเข้าใจการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถบอกให้คุณทราบว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างสม่ำเสมอหรือมีแนวโน้มที่จะถดถอย เราจะอธิบายวิธีทำความเข้าใจข้อมูลที่ประกาศซึ่งสัมพันธ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลที่ข้อมูลเหล่านี้มีต่อกลยุทธ์การเทรดของคุณ

ในเดือนที่ระบุตามปฏิทิน จะมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวซึ่งจะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ข้อมูลชี้วัดที่แพร่หลายที่สุดก็คือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) นอกจากนี้ เทรดเดอร์จะพิจารณาข้อมูลชี้วัดตัวอื่นๆ ที่สามารถบ่งชี้ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

GDP คือยอดรวมของสินค้าและบริการที่ประเทศหนึ่งผลิตขึ้นโดยคำนวนจากระยะเวลาหนึ่งปี เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่หนึ่งปีจนถึงปีถัดไปก็คือการเติบโตของ GDP ซึ่งธนาคารกลางจะนำไปใช้เพื่อคำนวณสภาวะเศรษฐกิจ

GDP จะประกาศเป็นรายไตรมาสและมักมีการอ่านค่าแยกกันสามครั้ง ปกติแล้ว การอ่านค่าครั้งแรกจะมีผลกระทบสูงสุด แม้การปรับประมาณการในการอ่านค่าภายหลังจะเกิดขึ้นบ่อยก็ตาม เพราะค่าครั้งแรกมีแนวโน้มที่จะประกาศออกมาสองหรือสามสัปดาห์หลังจบไตรมาส และเป็นประมาณการคร่าวๆ อย่างรวดเร็วโดยใช้ข้อมูลที่จำเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการประเมินโดยละเอียด

หลังจากนั้น การอ่านค่าครั้งที่สองจะประกาศประมาณอีกหนึ่งเดือนให้หลังและประมาณการประมาณ 70% ของเศรษฐกิจ ซึ่งจะแม่นยำกว่าการอ่านค่าในครั้งแรกมาก

การอ่านค่า GDP ครั้งที่สามและครั้งสุดท้ายจะประกาศประมาณสองเดือนครึ่งหลังจบไตรมาส โดยจะถือว่ามีความแม่นยำมากที่สุดเนื่องจากหน่วยงานที่ดูแลด้านสถิติจะมีเวลารวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญก็คืออาจมีการปรับประมาณการ GDP ที่แท้จริงเพิ่มเติมอีก

GDP มีผลต่อตลาดเงินอย่างยิ่ง โดยจะกระทบต่อค่าเงินและตลาดตราสารหนี้ของประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม บางทีผลกระทบจะลดลงเล็กน้อยตามข้อเท็จจริงที่ว่าข้อมูลจะได้รับการพิจารณาโดยดูย้อนหลังตามสมควร ทั้งนี้ การอ่านค่าต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงจะแม่นยำตามสมควรและ ณ เวลานั้นก็จะจบไตรมาสถัดไปแล้วดังที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ดังนั้น เทรดเดอร์จึงจะให้ความสำคัญกับข้อมูลการสำรวจเป็นอย่างมาก

ข้อมูลชี้วัดที่สำคัญ

การเติบโตของ GDP รายไตรมาส

เศรษฐกิจที่จะต้องติดตาม ได้แก่ GDP สหรัฐฯ และ GDP จีน

ถึงแม้ GDP จะได้รับการดูย้อนหลัง (การอ่านค่าข้อมูลรายไตรมาสครั้งแรกก็เกือบจะเก่ากว่าหนึ่งเดือน) แต่ธนาคารกลางยังคงให้ความสำคัญกับ GDP โดยใช้ประเมินสภาวะเศรษฐกิจเป็นประจำ

การสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ: (ประกาศในสัปดาห์แรกหลังสิ้นเดือน)

ติดตาม PMI ภาคการผลิตของ ISM, PMI นอกภาคการผลิตของ ISM รวมถึง PMI ของจีนและยูโรโซนเป็นพิเศษ การสำรวจ PMI (ภาคการผลิตและภาคบริการ) ถือเป็นการประกาศข้อมูลสำคัญ โดยจะเป็นการประกาศข้อมูลสำคัญตัวแรกของทุกเดือนและเนื่องจากเป็นตัวเลขที่คาดการณ์ล่วงหน้า จึงถือเป็นการประเมินโอกาสในการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลชี้วัดอื่นๆที่ต้องพิจารณา ได้แก่:

  • รายงานยอดสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานและยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน
  • ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม/การใช้กําลังผลิตของภาคอุตสาหกรรม

การสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)

PMI เป็นการสำรวจที่ดำเนินการในแต่ละเดือนเพื่อให้ได้รับข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับความแข็งแกร่งของภาคเศรษฐกิจ PMI ภาคการผลิตเป็นตัวเลขที่ได้รับการติดตามอย่างกระตือรือร้นที่สุดและจะประกาศในวันทำการเทรดวันแรกของเดือน ธุรกิจต่างๆ มีแนวโน้มที่จะมีปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะตลาดอย่างรวดเร็วและผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของธุรกิจก็อาจมีการมองการณ์ไกลด้านเศรษฐกิจของบริษัทที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบันที่สุด

PMI จะรวบรวมโดยการสอบถามผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทต่างๆ ทั่วประเทศ โดยจะมีการถามผู้ตอบว่าธุรกิจดีขึ้น คงที่ หรือแย่ลงในอุตสาหกรรมของพวกเขา ทั้งนี้ การสำรวจจะครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ห้าหัวข้อที่สำคัญต่อธุรกิจ ได้แก่:

  • การผลิต
  • คำสั่งซื้อใหม่
  • ยอดจัดส่งของผู้ผลิต
  • สินค้าคงคลัง
  • อัตราการจ้างงาน

การนำข้อมูลทั้งหมดมารวมกันจะให้มุมมองต่อภาคในภาพรวมที่ประกอบขึ้นจากหลายๆ ส่วน

เหตุใดจึงต้องติดตาม PMI

ข้อมูลการสำรวจจะได้มาจากภาคการผลิตและภาคบริการ (และในกรณีของสหราชอาณาจักรจะเป็นภาคการก่อสร้าง) เมื่อรวมกันแล้ว ข้อมูลทั้งหมดนี้จะกลายเป็น Composite PMI ทั้งนี้ ข้อมูลที่ประกอบขึ้นจากหลายๆ ส่วนมักจะเชื่อมโยงกับการคาดการณ์ข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศในเชิงบวกอย่างแข็งแกร่ง

ข้อมูล PMI ถือเป็นข้อมูลชี้วัดชั้นนำ จึงสำคัญสำหรับธนาคารกลางเมื่อจะตัดสินใจเรื่องนโยบายการเงิน ดังนั้นในฐานะเทรดเดอร์ คุณควรให้ความสนใจอย่างกระตือรือร้นเช่นเดียวกัน

PMI เป็นดัชนีที่มีการอ่านค่าระหว่าง 0 ถึง 100 โดย:

  • 50 เป็นระดับปานกลาง ซึ่งชี้แนะว่าผู้ตอบมีคำตอบเชิงบวกและเชิงลบสมดุลกัน
  • สูงกว่า 50 แสดงถึงการขยายตัวของภาคนั้นๆ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
  • ต่ำกว่า 50 แสดงถึงการหดตัวของภาคนั้นๆ

จำนวนที่สูงกว่า 55 ตีความได้ว่าภาคดังกล่าวกำลังแข็งแกร่ง ขณะที่ต่ำกว่า 45 จะถือเป็นการชี้วัดถึงความอ่อนแออย่างยิ่ง

เคล็ดลับสำคัญ: ตัวเลขไม่ได้แสดงเพียงระดับ PMI แต่ยังแสดงทิศทางของเครื่องมือชี้วัดเช่นเดียวกับข้อมูลชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ

เคล็ดลับระดับแนวหน้า

ตัวเลขไม่ได้แสดงเพียงระดับ PMI แต่ยังแสดงทิศทางของเครื่องมือชี้วัดเช่นเดียวกับข้อมูลชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ

ใครที่รวบรวมการสำรวจ

  • Markit ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการทางการเงิน คือผู้ให้บริการข้อมูล PMI ดั้งเดิมโดยสำรวจในนานาชาติมากกว่า 30 ประเทศ
  • ในสหรัฐฯ ผู้ให้บริการข้อมูลสำคัญก็คือ Institute of Supply Management (ISM) ถึงแม้ Markit จะประกาศข้อมูลของตนเองในสหรัฐฯ เช่นกัน
  • ในจีน รัฐบาลดำเนินการสำรวจอย่างเป็นทางการ ขณะที่ Caixin (ผู้สนับสนุนในจีนของ Markit) ดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งนี้ ตลาดจะพิจารณาตัวเลขทั้งคู่ว่ามีความสำคัญเนื่องจากข้อมูลของรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่กว่า ขณะที่ข้อมูลของ Caixin จะโฟกัสที่ธุรกิจขนาดเล็กและเอสเอ็มอีมากกว่า

ผลกระทบที่ข้อมูลชี้วัดการเติบโตมีต่อตลาดเงิน

เศรษฐกิจที่แสดงเทรนด์การเติบโตอย่างแข็งแกร่ง (ทั้งข้อมูลในอดีตโดย GDP และการคาดการณ์ล่วงหน้าโดย PMI) จะมีอิทธิพลแบบ Hawkish ต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ดังนั้นการเติบโตที่แข็งแกร่งจะ:

  • เป็นผลบวกต่อค่าเงินของประเทศ – โดยเพิ่มโอกาสเกิดอัตราเงินเฟ้อและเป็นปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดความต้องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
  • เป็นผลบวกต่อผลตอบแทนตราสารหนี้ – โดยเพิ่มโอกาสในการเติบโตและการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคตเช่นเดียวกับค่าเงิน แต่อุปสงค์ของตราสารหนี้ในภาวะเช่นนี้จะต่ำเนื่องจากถือว่ามีความเสี่ยงลดลง
  • ทำให้หุ้นในประเทศแข็งแกร่ง – ตลาดที่แข็งแกร่งขึ้นจะเพิ่มโอกาสให้บริษัทที่เน้นการทำธุรกิจในประเทศ นอกจากนี้ หุ้นจะปรับตัวได้ดีขึ้นเนื่องจากมีความสนใจลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

    พร้อมเริ่มต้นเทรดหรือยัง

    เริ่มต้นการเทรดตอนนี้

    เปิดบัญชีใน 4 ขั้นตอนง่ายๆ